แฟนคลับหลายคนถามมาว่า กักตัวในโรงแรมนินทำไรบ้าง

แฟนคลับหลายคนถามมาว่า กักตัวในโรงแรมนินทำไรบ้าง ตามนี้เลยค่า:

เรียนออนไลน์กับอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยในเบอร์ลินจ้า เรียนสามวันต่ออาทิตย์ วันจันทร์ พุธ ศุกร์ บางวันก็สี่ชั่วโมงรวด บางวันก็ห้าชั่วโมง มีพักเบรคระหว่างเรียน 15 นาทีค่ะ

ประชุมออนไลน์กับคุณเดฟ ผู้จัดการจณิน ซีอีโอค่ายริเวอร์แมนที่นินสังกัดอยู่ค่ะ

คุยกับเพื่อนๆ ทั้งเพื่อนที่อยู่ไทย เยอรมนี นิวซีแลนด์ค่ะ

คุยกับครอบครัว ญาติๆ ทั้งคุณพ่อคุณแม่ คุณตาคุณยาย พี่สาวของคุณยาย และพี่เลี้ยงของจณิน ที่ดูแลจณินมาตั้งแต่เกิด ทุกคนโทรหานินทุกวัน วันละหลายๆครั้งค่า

ตอบคอมเมนท์แฟนคลับค่า ตอบทุกคอมเมนท์ แต่อินบ็อกซ์ตอบบ้างเท่าที่จำเป็น

แต่งเพลง

ทำงานเขียนส่งอาจารย์ อาทิตย์ละสามเปเปอร์

ทำงานที่ยังค้างอยู่ (มีถ่ายปกนิตยสารรัสเซียและอเมริกา ถ่ายเสร็จแล้วที่สตูดิโอในเบอร์ลิน ตอนนี้ช่วยกันเลือกรูปกับเจ้าของไลน์เครื่องประดับกับนิตยสารค่ะ ต้องค่อยๆดูทีละรูป ใช้เวลานานในการดู เพราะช่างภาพถ่ายรูปนินไปพันกว่ารูป เยอะมากๆ ถ่ายหลายเซ็ทค่ะ มีบทสัมภาษณ์ด้วย ต้องตอบสัมภาษณ์นิตยสารและส่งกลับไปให้เขาค่ะ)

Last but not least ข้อสุดท้าย ถ่ายรูปจ้า ถ่ายรูปอาหาร รูปตัวเอง รูปห้อง เวลาเลยผ่านไปเร็วค่า เตรียมไฟแฟลช สแตนด์ จากเบอร์ลินมาพร้อมเลยค่า

มีแฟนๆห่วงใยให้กำลังใจไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบมามากมายในแต่ละวันเป็นร้อยคน ให้กำลังใจนินให้สู้ๆและอดทน ทุกคนบอกว่าเดี๋ยวก็ผ่านไป อยากฝากขอบคุณแฟนคลับทุกๆคนมากๆค่ะ นินสบายดีจริงๆ เวลาผ่านไปเร็วมาก วันนี้วันที่ห้าแล้ว สะดวกสบายดีทุกอย่าง สถานกักตัวของรัฐที่นินอยู่ ดีมากๆค่ะ

ก่อนมานินก็คิดแล้วว่า จะเลือกสถานกักตัวของรัฐเพราะไม่มีค่าใช้จ่าย คิดว่าเก็บเงินไปทำอย่างอื่นดีกว่า นินไม่ค่อยซีเรียสเรื่องที่อยู่อยู่แล้ว เวลาไปถ่ายหนังหรือเดินทางก็ต้องสมบุกสมบัน ต้องปรับตัวให้ได้ ก่อนจะมาก็เตรียมใจไว้แล้วว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไร ก็ต้องอดทน แต่พอมาอยู่โรงแรมกักตัวจริงๆ ก็มารู้ว่า ไม่ได้แย่เหมือนที่กลัวค่ะ มันดีมากๆเลย

รู้สึกดีมากที่เป็นคนไทย ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน ก็กลับมาบ้านเราได้ และตอนนี้ยิ่งช่วงโควิด เห็นชัดเลยว่า เมืองไทยเรามีความพร้อมเรื่องการให้บริการสาธารณสุขมากกว่าประเทศในยุโรป มีการดูแลคนไทยที่กลับบ้านเป็นอย่างดี ที่ต้องมาอยู่สถานกักตัวของรัฐ ขอบคุณพี่ๆเจ้าหน้าที่ทุกๆคนมากๆ ขอบคุณพี่ๆพ่อครัวแม่ครัวด้วย อาหารอร่อยมากๆค่ะ”

“ที่เยอรมนี รัฐบาลไม่ได้จัดที่กักตัวฟรีแบบนี้ให้ ใครติดโควิด ถ้าเป็นไม่เยอะ ก็ต้องอยู่บ้าน กินไอบูเฟนไป โรงพยาบาลและหมอก็ไม่รับรักษาด้วย ต้องดูแลตัวเองค่ะ เขาจะรับเป็นคนไข้ใน ก็ต่อเมื่ออาการหนักมากๆแล้วเท่านั้น ไม่เหมือนเมืองไทย ที่ผู้ติดเชื้อได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลกันทุกคนค่ะ”

“อยู่ไหนก็ไม่สบายเหมือนอยู่เมืองไทยค่ะ”

อลิสา จณิน โวลล์มันน์ นักร้องนักแสดงสาวลูกครึ่ง ไทย-เยอรมัน เป็นที่รู้จักจากรายการ Thailand’s Got Talent ได้รับ Gold Buzzer จากพี่ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค หลังจบรายการก็อททาเลนท์ เธอเลือกไม่เซ็นต์สัญญาเข้าวงการกับค่ายใดในกรุงเทพ แต่เลือกที่จะกลับบ้านลำปาง เพื่อใช้เวลาเรียนจนจบมัธยมปลายจากโรงเรียนนานาชาติอังกฤษแห่งภาคเหนือ เรียนจนจบได้รับประกาศนียบัตร High School Diploma ของโรงเรียน และสอบผ่านได้รับประกาศนียบัตรมัธยมปลาย IGCSEs จากบอร์ดมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ จากนั้นเริ่มเซ็นต์สัญญาเข้าสังกัดค่าย Riverman Records & Management ลอนดอน ค่ายเก่าแก่ของอังกฤษ ที่มีศิลปินโด่งดังในตำนานโลก เช่น Nirvana, Kurt Coban, Smashing Pumpkin, Green Day, Placebo, Stefan Olsdal, Kyle Falconer

จณินเริ่มออกซิงเกิ้ลแรกเมื่อปีที่แล้วกับเพลงภาษาอังกฤษชื่อ Deja Vu และซิงเกิ้ลแรกภาษาเยอรมันเพลง Spätkauf Engel ใช้ชื่อศิลปินว่า Alissa Janine มีผลงานละครเรื่องแรก ได้รับบทนำฝ่ายหญิง เรื่อง “รักนิรมิต” กำกับการแสดงโดยพี่ต้อ มารุต สาโรวาท ออกอากาศไปเมื่อปีที่แล้วเช่นกันทางทรู

ปัจจุบัน อลิสา จณินเป็นนักศึกษาสาขาการผลิตดนตรีและการแสดง มหาวิทยาลัยเซ็นต์มาร์ค & เซ็นต์จอห์น ประเทศอังกฤษ แต่เลือกเรียนที่วิทยาเขตดนตรี Catalyst Insitute for Creative Arts and Technology กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เจ้าตัวบอกว่า ที่เลือกเบอร์ลิน ก็เพราะเบอร์ลินเป็นศูนย์กลางของดนตรีอีเลคทรอนิคส์ของโลกและมีคลับมากที่สุดในยุโรป อีกทั้งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมดนตรีและภาพยนตร์ของยุโรปอีกด้วย

อลิสา จณินบอกว่า ได้อัดเพลงไปแล้ว 14 เพลง สำหรับออกอัลบั้มกับค่ายริเวอร์แมน แต่งเองทั้งหมดทั้งเนื้อร้องและทำนอง แต่พอดีมีโควิดเสียก่อน ทางค่ายจึงให้ทะยอยออกซิงเกิ้ลไปก่อน รอให้สถานการณ์ดีขึ้น จึงค่อยเริ่มเปิดตัวเต็มที่กับอัลบั้ม

“ก่อนโควิด จณินบินกลับบ้านเมืองไทยปีละสามสี่ครั้งทุกปิดเทอม เพื่อใช้เวลากับครอบครัวและทำงานในวงการไทยทั้งการถ่ายละครและงานเพลง แต่ปีที่แล้วมีโควิด หลังจากที่บินจากไทยกลับเบอร์ลินในเดือนมีนาคม ก็ไม่มีโอกาสได้กลับบ้านในเมืองไทยเลยทั้งปี เพราะสถานการณ์โควิด รัฐบาลไทยปิดน่านฟ้าตั้งแต่เดือนมีนาคมจนถึงเดือนพฤศจิกายน จากนั้นก็รอคิวโควต้าที่พักกักตัวในสถานกักตัวของรัฐ เพิ่งได้ที่นั่งตามโควต้าเดือนนี้ จึงได้กลับบ้าน รู้สึกดีใจมากๆที่ได้กลับเมืองไทยอีกครั้งหลังจากที่จากไปเกือบปี จณินตั้งใจจะอยู่เมืองไทยอีกสองเดือน จึงจะกลับไปเบอร์ลินเพื่อเรียนต่อ ขณะนี้อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยอนุญาตให้จณินเรียนออนไลน์ได้ในระหว่างอยู่เมืองไทย แต่มหาวิทยาลัยที่นั่นก็ไม่หยุดสอน นักศึกษายังต้องมาเรียนที่มหาวิทยาลัยตามปกติ ถึงแม้จะมีการล็อกดาวน์ทั้งประเทศในเยอรมนีก็ตามค่ะ”

“การกลับมาเมืองไทยครั้งนี้ นินมาเยี่ยมครอบครัวและคุยงานต่างๆทั้งกับซาวนด์เอ็นจิเนียร์สำหรับเพลงไทยที่จณินเพิ่งแต่งเสร็จ ถ้ามีเวลาพอ ก็จะเข้าห้องอัดที่กรุงเทพเลยและหากสถานการณ์อำนวย ก็คงจะถ่ายทำเอ็มวีที่ไทยไปด้วยเลย นอกนั้นก็มีการคุยงานกับบริษัทเพลงที่สิงคโปร์ ประชุมงานกับผู้จัดการและทางค่าย โปรเจ็คหนังอังกฤษตอนแรกจะเปิดกล้องเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วที่ลอนดอน ก็เลื่อนเป็นพฤษภาปีนี้ เพราะโควิด แต่ก็ไม่รู้ว่าต้องเลื่อนอีกหรือเปล่า เพราะลอนดอนตอนนี้วิกฤติมากกับโควิดกลายพันธุ์ค่ะ ส่วนงานละครซีรี่ย์ไทยเรื่องใหม่ ก็มีโปรเจ็คกับพี่ต้อมารุต ผู้กำกับคนเดิม เป็นการร่วมทุนกับบริษัทผู้สร้างจีน จะถ่ายทำในไทย จีน เยอรมนี สำหรับฉายในแพล็ตฟอร์ตอินเตอรืเน็ตจีนเท็นเซ็นต์ ตอนนี้อยู่ระหว่างเตรียมงานค่ะ โควิดหมดเมื่อไร ก็คงจะได้เริ่มค่ะ”

“ปีที่แล้ว เป็นปีที่เศร้าสำหรับคนมากมาย หลายคนพบกับความสูญเสียและความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต ตัวนินเอง งานทัวร์ตอนเสิร์ตในรัสเซีย อังกฤษ สก็อตแลนด์ และจีน ก็ถูกยกเลิกหมด เพราะการล็อกดาวน์และชัทดาวน์ในประเทศต่างๆ บินไปเล่นคอนเสิร์ตที่ไหนก็ไม่ได้ ออกซิงเกิ้ลก็โปรโมทได้ไม่เต็มที่ คอนเสิร์ตเปิดตัวที่ลอนดอนก็ยกเลิก ที่ไทยก็บินไปไม่ได้ ก็เลยทัวร์เยี่ยมพี่ๆสื่อมวลชนไทยไม่ได้ ทำให้หลายอย่างหยุดชะงักไป หรือทำได้ไม่เต็มที่ แต่นินก็ใช้เวลาที่มีกับการที่ต้องติดอยู่ที่เบอร์ลินในการทำงานผลงานเพลงสะสมไปเรื่อยๆ และตั้งใจเรียนให้ดีที่สุด พอโควิดหมด ก็จะได้มีความพร้อมในการเริ่มกันใหม่ จนินอยากฝากบอกแฟนๆว่า อยากให้ทุกคนอดทนและมีความหวังว่าทุกอย่างจะดีขึ้น อย่าสิ้นหวังค่ะ”

ข้อมูลรีวิวจาก FB Page : Alissa Janine Wollmann