ด่านสบปราบเจอกระบะมีพิรุธ ค้นช่องลับผงะยาบ้า 6.3 แสนเม็ด หนุ่มสตูลรับจ้างขนลงใต้ ค่าจ้าง 1.5 แสน งานสำเร็จได้รถไปเลย

ด่านตรวจยาเสพติดสบปราบจับพิรุธรถกระบะนิสสันสีดำ คนขับมีท่าทีลุกลี้ลุกลน เจ้าหน้าที่เรียกตรวจและสังเกตเห็นอาการมีพิรุธอย่างชัดเจน ถึงขั้นเจ้าหน้าที่ใช้มือแตะบริเวณหน้าอกพบว่าหัวใจเต้นแรง ก่อนตรวจค้นพบรถดัดแปลงทำช่องลับซุกยาบ้ากว่า 630,000 เม็ด รวบหนุ่มชาวสตูลวัย 42 ปี เจ้าตัวรับสารภาพ อ้างรับจ้างขนยาจากเชียงรายไปส่งภาคใต้ ค่าจ้าง 150,000 บาท รับเงินล่วงหน้าแล้ว 20,000 บาท หากงานสำเร็จจะได้รถกระบะที่ใช้ขนยาไปด้วย

เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2569 เวลา 11.00 น. ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดลำปาง นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง มอบหมายให้นายปกรณ์ กรรณวัลลี  ปลัดจังหวัดลำปาง พร้อมด้วย พล.ต.ต.พงษ์เดช คำใจสู้ ผบก.ภ.จว.ลำปาง, พ.ต.อ.จรูญ ถิ่นอ่วน ผกก.สภ.สบปราบ จ.ลำปาง, พ.ต.อ.ชูวิทย์ กองแก้ว รอง ผบก.ภ.จว.ลำปาง, พ.ต.อ.คมสันต์ สอาดล้วน รอง ผบก.ภ.จว.ลำปาง เจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายทหาร ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงผลการจับกุมเครือข่ายลำเลียงยาเสพติดรายสำคัญ พร้อมของกลางยาบ้า 630,000 เม็ด รถยนต์กระบะ และโทรศัพท์มือถือ

คดีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 30 ก.ย. 2569 โดย พ.ต.อ.จรูญ ถิ่นอ่วน ผกก.สภ.สบปราบ จ.ลำปาง สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สบปราบ ระดมกวาดล้างหมายจับและอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมี ร.ต.ท.เฉลิมชัย เทพอุด รอง สว.(ป.) สภ.สบปราบ เป็นหัวหน้าชุดจับกุม พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำด่านตรวจยาเสพติด สภ.สบปราบ รวมถึง ส.ต.ท.ชยากร ไทยใหม่ และ ส.ต.ท.กิตตินันท์ อุดธิ ส.ต.ต.ธีรภัทร แรดตุ้ย เจ้าหน้าที่ประจำด่าน ร่วมปฏิบัติหน้าที่

เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สบปราบ ร่วมกับชุดสืบสวน สภ.สบปราบ และฝ่ายปกครองอำเภอสบปราบ ตั้งจุดตรวจยาเสพติดบริเวณด่านตรวจยาเสพติดสบปราบ ถนนพหลโยธิน กม.654-655 หมู่ 15 ต.สบปราบ อ.สบปราบ จ.ลำปาง

ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่พบรถกระบะนิสสัน สีดำ ทะเบียน ผข 2456 นครปฐม ขับผ่านด่าน เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นคนขับมีท่าทีพิรุธ ลุกลี้ลุกลนผิดปกติ จึงเรียกให้หยุดรถและลงจากรถเพื่อขอตรวจค้น

ระหว่างเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและพูดคุยกับคนขับ เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นว่ามีอาการลุกลี้ลุกลนและมีท่าทีผิดปกติ โดยเจ้าหน้าที่ใช้มือแตะบริเวณหน้าอกของคนขับเพื่อสังเกตอาการ พบว่าหัวใจเต้นแรงมาก เจ้าหน้าที่จึงเกิดความสงสัยและเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจค้นรถอย่างละเอียด

จากการตรวจสอบบริเวณกระบะด้านหลัง เจ้าหน้าที่พบร่องรอยคล้ายมีการรื้อหรือถอดชิ้นส่วน จึงตรวจสอบอย่างละเอียด กระทั่งพบว่าภายในรถมีการดัดแปลงทำช่องลับสำหรับซุกซ่อนสิ่งของ และพบหีบห่อจำนวนหลายชุดซุกซ่อนอยู่ภายใน

เมื่อเปิดตรวจสอบพบเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 หรือเมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) รวมประมาณ 630,000 เม็ด เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดไว้เป็นของกลาง พร้อมยึดรถกระบะที่ใช้ลำเลียงยาเสพติด กุญแจรถ และโทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหาไว้ตรวจสอบ

ต่อมาเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวนายดนัย ณะไพรี อายุ 42 ปี ชาว อ.ควนกาหลง จ.สตูล สอบสวนเบื้องต้นเจ้าตัวให้การรับสารภาพ โดยอ้างว่าได้รับการว่าจ้างให้ไปรับรถกระบะบริเวณสามแยกแม่ขะจาน ต.แม่ขะจาน อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ก่อนนำรถออกเดินทางเพื่อลักลอบลำเลียงยาบ้าไปส่งยังพื้นที่ภาคใต้

นายดนัยอ้างว่า ได้รับค่าจ้างในการลำเลียงยาเสพติดจำนวน 150,000 บาท หากภารกิจสำเร็จ และได้รับเงินล่วงหน้ามาแล้ว 20,000 บาท โดยยังอ้างอีกว่า หากทำงานสำเร็จจะได้รับรถยนต์นิสสัน สีดำ ทะเบียน ผข 2456 นครปฐม ที่ใช้ในการลำเลียงยาเสพติดไปด้วย

จากการตรวจค้นกระเป๋าเป้ของนายดนัย ซึ่งวางอยู่บริเวณข้างเบาะคนขับ เจ้าหน้าที่พบธนบัตรชนิด 1,000 บาท จำนวน 20 ใบ รวมเป็นเงิน 20,000 บาท นายดนัยให้การว่า เงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินที่ผู้ว่าจ้างมอบให้ไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางและปฏิบัติภารกิจบางส่วน

เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดเงินจำนวนดังกล่าวไว้ตรวจสอบ เนื่องจากมีเหตุอันควรสงสัยว่าอาจเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำของกลางยาบ้ามาตรวจพิสูจน์เบื้องต้นด้วยน้ำยามาร์ควิส (Marquis Reagent) ผลการทดสอบเบื้องต้นพบว่าสารทดสอบเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีน้ำตาลเข้ม เจ้าหน้าที่จึงบันทึกผลไว้เป็นการตรวจพิสูจน์เบื้องต้น และจะดำเนินการตรวจพิสูจน์ตามขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์ต่อไป

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวนายดนัย พร้อมของกลางทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวน สภ.สบปราบ ดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมเร่งสอบสวนขยายผลไปยังแหล่งที่มาของยาเสพติด ผู้ว่าจ้าง และบุคคลอื่นที่อาจเกี่ยวข้องกับขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด

ทั้งนี้ ข้อมูลเกี่ยวกับการรับสารภาพ รายละเอียดการว่าจ้าง ค่าจ้าง 150,000 บาท เงินล่วงหน้า 20,000 บาท และเงื่อนไขว่าจะได้รับรถยนต์เมื่อภารกิจสำเร็จ เป็นคำให้การของผู้ต้องหาในชั้นจับกุม ส่วนความผิดและข้อเท็จจริงทั้งหมดจะต้องเป็นไปตามการสอบสวนและกระบวนการยุติธรรมต่อไป.