เครียดหนัก! ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเลื่อนพบนายอำเภอ อ้างป่วย-สภาพจิตใจย่ำแย่ ขณะเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับบุกให้กำลังใจ ย้ำต้องเอาจริงคดีชนเด็ก 2 ขวบดับ
ลำปาง – ความคืบหน้าคดีอุบัติเหตุสะเทือนขวัญในพื้นที่บ้านปงวัง ตำบลพิชัย อำเภอเมืองลำปาง ซึ่งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านวัย 57 ปี ถูกกล่าวหาว่าขับรถกระบะพุ่งชนรถยนต์ที่จอดอยู่ริมถนน จนรถกระเด็นไปชนสามแม่ลูก ส่งผลให้เด็กชายวัยเพียง 2 ขวบเสียชีวิต และมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมจับตาอย่างใกล้ชิด

ล่าสุด บรรยากาศที่ว่าการอำเภอเมืองลำปางเป็นไปอย่างคึกคัก เมื่อ นายเมธาสินธุ์ ชัยลิ้นฟ้า ประธานเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับ จังหวัดลำปาง ภายใต้มูลนิธิเมาไม่ขับ พร้อมสมาชิกเครือข่ายและผู้ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุที่เกิดจากการเมาแล้วขับ เดินทางเข้าพบนายธนารัฐ สายเทพ นายอำเภอเมืองลำปาง เพื่อให้กำลังใจและสนับสนุนการทำงานของฝ่ายปกครองในการดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา

นายเมธาสินธุ์ เปิดเผยว่า เครือข่ายฯ ต้องการเห็นการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้นำชุมชนหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อสร้างมาตรฐานและความเชื่อมั่นให้กับประชาชน พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยึดหลักความยุติธรรมและคำนึงถึงความสูญเสียของผู้เสียหายเป็นสำคัญ

นอกจากนี้ เครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับยังได้มอบสติกเกอร์รณรงค์ “เมาไม่ขับ” ให้แก่นายอำเภอเมืองลำปาง พร้อมขอให้เพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และข้าราชการในพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยขึ้นอีก

ด้านนายธนารัฐ สายเทพ นายอำเภอเมืองลำปาง ยืนยันว่า จะดำเนินการทุกขั้นตอนตามกฎหมายและระเบียบราชการอย่างเคร่งครัด ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และจะไม่มีการละเว้นหากพบว่ามีการกระทำผิดจริง

ขณะเดียวกัน ในเวลา 11.00 น. ของวันเดียวกัน นายอำเภอเมืองลำปางพร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองได้รอให้ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านวัย 57 ปี เดินทางเข้าพบตามกำหนดนัดหมาย เพื่อรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ปรากฏว่าผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านรายดังกล่าวไม่ได้เดินทางมาตามนัด โดยได้แจ้งขอเลื่อนเข้าพบออกไปก่อน พร้อมให้เหตุผลว่ามีอาการป่วยและอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านรายดังกล่าวยังไม่พร้อมให้สัมภาษณ์หรือพบสื่อมวลชน เนื่องจากได้รับผลกระทบทางจิตใจจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและกระบวนการทางกฎหมายที่กำลังดำเนินอยู่ ขณะที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ได้ส่งอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เข้าไปติดตามอาการและให้กำลังใจอย่างใกล้ชิด

สำหรับคดีนี้ นอกจากการดำเนินคดีอาญาแล้ว ยังอาจมีการพิจารณาในทางวินัยและทางปกครองในฐานะผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านอีกด้วย ขณะที่ผู้เสียหายหลายรายเตรียมใช้สิทธิทางกฎหมายในการเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งเพิ่มเติมต่อไป
คดีดังกล่าวยังคงเป็นที่จับตาของสังคม โดยเฉพาะประเด็นความรับผิดชอบของผู้ดำรงตำแหน่งผู้นำชุมชน และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ครอบครัวผู้สูญเสียและผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้

